Lake_Ska-ทางเดินของนักดนตรี

See sky, listen Ska ไม่รู้เพราะเหตุใด แนวดนตรีที่เรียกว่า สกา และ เร็กเก้ กำลังกลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้งในบ้านเรา วงรุ่นใหม่หลายวงเลือกแนวนี้ นักดนตรีรุ่นใหญ่อย่าง ทีโบน ก็ยังเป็นขวัญใจของเด็กรุ่นใหม่ๆ ในขณะที่รุ่นกลางอย่าง จ๊อบ บรรจบ ที่เอาสกา-เร็กเก้มาผสมกับความเป็นไทยได้อย่างลงตัว ก็ขายดิบขายดีทางภาคใต้ อัญวรรณ ทองบุญรอด อาสาพาเราไปสัมผัสและรู้จักกับดนตรีแห่งสายลม แสงแดด และท้องทะเล - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - ลองหลับตา แล้วนึกถึงสายลมที่โชยมาเอื่อยๆ แถวริมหาด เม็ดทรายสีขาวละเอียดตัดกับทะเลสีฟ้าสดใส เสียงคลื่นซัดเข้าฝั่งอยู่เป็นระลอกๆ ฟังดู ช่างคล้ายจังหวะที่ธรรมชาติสรรค์สร้าง ชวนให้เคลิบเคลิ้ม นานเท่าไรแล้วกับวันที่มีแต่บรรยากาศดีๆ เหล่านั้น หากจะมีเสียงดนตรีใด ทำให้ภาพในความทรงจำปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง ก็คงจะมีความสุขไม่น้อย ย้อนไปเมื่อประมาณปี ค.ศ.1958 ยุคที่กระแสเพลงแนวร็อกแอนด์โรลล์ของ เอลวิส เพรสลีย์ กำลังเป็นที่นิยมไปทั่วโลก ซึ่งรวมไปถึงบนเกาะเล็กๆ ทางฝั่งตอนใต้ของอเมริกาอย่างเกาะจาไมกาด้วยเช่นกัน ชาวจาไมกานำแนวเพลงที่ได้รับอิทธิพลจากอเมริกา มาดัดแปลง ผสมกับดนตรีพื้นบ้านของเขา เพื่อให้สามารถสนุกไปด้วยได้ในสไตล์ของตัวเอง แนวดนตรีใหม่ที่เรียกว่า ‘สกา’ (Ska) จึงกำเนิดขึ้น สกา คือดนตรีที่มีพื้นฐานมาจาก Mento music ดนตรีพื้นบ้านของชาวจาไมกา โดยมีลายแพทเทิร์นหรือลายเบสที่ใกล้เคียงกับร็อคแอนด์โรลล์ จุดเด่นอยู่ที่ความเป็นดนตรีจังหวะ (Rhythm music) เพราะเน้นที่จังหวะยก ผู้ฟังจึงสามารถขยับร่างกายสนุกสนานตามจังหวะเพลงไปได้ตลอด และเมื่อบวกกับสีสันของเครื่องเป่าทองเหลืองต่างๆ ด้วยแล้ว ก็ยิ่งทำให้เสน่ห์ของดนตรีแนวนี้ชัดเจนขึ้น เมื่อดนตรีแนวสกาเริ่มเป็นที่แพร่หลาย จึงมีผู้คิดค้นแนวเพลงใหม่ๆที่แตกออกไปอีก อาทิ Raggae, Rocksteady, Dub, Ska punk, Lovers Rock ฯลฯ ซึ่งจะมีลักษณะที่คล้ายและแตกต่างกันอยู่บ้างในรายละเอียดทางดนตรี แต่ก็ล้วนมาจากจุดกำเนิดเดียวกัน หลายๆ คนที่เป็นแฟนเพลงแนวสกาอยู่แล้วจะต้องคุ้นหูกับชื่อวงThe Skatalites อย่างแน่นอน เพราะเป็นวงสกาแท้ๆ จากจาไมก้า ที่มีชื่อเสียงมากตั้งแต่ยุคแรกๆ จนถึงปัจจุบัน หรือจะเป็น บ็อบ มาร์เลย์ (Bob Marley) เจ้าพ่อเพลงเรกเก้ที่ไม่ว่าใครฟังก็ต้องหลงรัก แต่ถ้าจะเอ่ยถึงวงสกาในเมืองไทย คงไม่มีใครไม่รู้จักทีโบน “เริ่มแรก ผมเล่นดนตรีบลูส์มาก่อน แล้วก็ค่อยมาเป็นเรกเก้ สกา ส่วนใหญ่เป็นพวกดนตรีของคนผิวดำ เคยฟังครั้งแรกประมาณปี1980 ก็รู้สึกชอบ แล้วพอเป็นนักดนตรีก็เลยเล่นแนวนี้มาตลอด” แก๊ป-เจษฏา ธีระภินันท์ นักร้องนำวงทีโบน เล่าถึงดนตรีที่เขาชื่นชอบ แม้ว่าในช่วงแรกๆ คนไทยอาจจะยังไม่คุ้นกับเพลงแนว เรกเก้-สกา เท่าไรนัก แต่ความคลั่งไคล้ในดนตรีแนวนี้ของเขาก็ยังเคยไม่ลดลงไป “ทุกอย่างครับที่ทำ ไม่มีใครฟังเท่าไร ไปเล่นแต่ละที่ก็คนน้อยมาก ไม่เหมือนตอนนี้ แต่ก็รู้สึกมันเป็นอย่างเดียวที่ทำได้ดีที่สุดครับ ผมว่าผมชอบมันจริงๆ แล้วก็ศึกษามันเยอะมาก แล้วก็...ไม่รู้สิ ผมมีอารมณ์กับดนตรีแบบนี้” จนถึงตอนนี้ เพลงสกาดูจะเป็นที่รู้จักมากขึ้นในเมืองไทย เพราะมีศิลปินแนวนี้อยู่หลายวงแล้วเหมือนกัน เช่น วงไคโจ บราเธอร์ที่เป็นแนวเรกเก้ผสมกับโซลและฮิปฮอป, ส้ม อมรา กับแนวสกาวาไรตี้, วงสกาพั๊งค์หน้าใหม่อย่าง เท็ดดี้สกาแบนด์ และวงแนวร็อคสเตดี้-เรกเก้ร่วมสมัยอย่าง ศรีราชาร็อคเกอร์ ฯลฯ ซึ่งเมื่อดูจากความล้นหลามของผู้ชมในงาน Zan Miguel Muzik Fest Vol.6 คอนเสิร์ตรวมพลชาวสกาที่จัดโดยคลื่นFat Radio ครั้งล่าสุดนั้น ก็ยิ่งช่วยยืนยันกระแสความนิยมที่กำลังเพิ่มขึ้นได้เป็นอย่างดี “เรื่องความฮิต ความนิยมอาจจะเป็นกระแสโลก ผมว่าตอนนี้เพลงเรกเก้กับสกากำลังมา แต่เด็กไทยหลายคนที่ฟังสกา ส่วนใหญ่จะฟังมาจากสกาแบบคนขาว พวกสกาพั๊งค์มากกว่า” ดี้-โสธีระ ชัยฤทธิไชย นักร้องนำวงไคโจบราเธอร์ กล่าวถึงแนวเพลงสกาในตอนนี้ “มันคงเป็นแฟชั่น เหมือน Gucci เขียวเหลืองแดง เดี๋ยวก็หายไป แล้วจะมีแค่คนที่ชอบจริงๆ เหลืออยู่” แก๊ป ทีโบนวิเคราะห์บ้าง เหตุผลหนึ่งที่อาจมีส่วนทำให้สกาเริ่มเป็นที่นิยมในเมืองไทย คงเป็นเรื่องของวัฒนธรรมทางดนตรีที่ไม่ได้ไกลกันมากนัก เนื่องจากเพลงก็เป็นสิ่งที่ได้รับอิทธิพลมาจากสภาพสังคมและความเป็นไปของบ้านเมือง ยกตัวอย่างจากสีเขียวเหลืองแดงที่ว่านั้น ก็เป็นสีของธงชาติจาไมกา ซึ่งมีความหมายซ่อนอยู่และสำคัญกับประชาชนของเขา เหมือนกับที่ความหมายของสีแดงขาวน้ำเงินบนธงไตรรงค์ ก็สำคัญกับคนไทยเช่นกัน ‘People of today, Rasta’s not a fashion, you have to understand’ “ในเพลง Raggae Passion เขาบอกว่าคำว่า Rasta หรือสีเขียวเหลืองแดงนั้นไม่ใช่แค่เรื่องของแฟชั่น แต่เป็นเรื่องของวัฒนธรรม อย่างสีแดงหมายถึง เลือดเนื้อเผ่าพันธุ์ ชีวิต สีเหลืองเหมือนสีทอง เป็นสีของพระอาทิตย์ แหล่งพลังงานที่ให้วันใหม่ ให้ต้นไม้เติบโต เพราะบ้านเขาเป็นประเทศเพาะปลูกเหมือนกัน ส่วนสีเขียว เป็นสีของธรรมชาติ ของโลก ของแผ่นดินเกิด” ดี้ ไคโจบราเธอร์ เล่าถึงที่มาของ 3 สีสำคัญที่คนชอบฟังเพลงสกาควรจะเข้าใจ ด้านเนื้อหา เพลงเรกเก้ยุคแรกๆ มักพูดถึงเรื่องการเมือง การรวมประเทศ และการเป็นกลุ่มก้อนของคนดำแอฟริกา ก็คงคล้ายๆ กับตอนที่วงคาราบาวทำเพลงในช่วงเหตุการณ์ 14 ตุลา “ศิลปินบ้านเราก็ใช้เนื้อหาพวกนี้มาเป็นจุดเชื่อมโยงเหมือนกัน แล้วอีกอย่าง ทางคอร์ดทางดนตรีก็ใกล้เคียงกันมาก ผมว่าเพลงลูกทุ่งของไทยเล่นเหมือนสกาเลยครับ ต่างกันที่คนไทยเล่นเน้นจังหวะตก ตึก...โป๊ะโป๊ะตึก..โป๊ะ แต่สกาเขาเน้นตรงจังหวะยก” เขาอธิบายต่อ ส่วนเพลงสกาสมัยใหม่ เนื้อหาก็เป็นเรื่องทั่วไปที่เรียบง่าย เน้นความสนุกสนาน ฟังสบายๆ ไม่ต้องคิดมาก “โต๋ล่งตง เป็นลายพิณของเพลงแมงตับเต่า คำไม่ได้มีความหมายอะไร เป็นการล้อเสียงพิณ เขาจะร้องกันเวลาเขาได้ยินลายพิณลายนี้ ลงไปทุ่ง เก็บหอยเก็บปู ตอนที่ทำก็สนุกๆ ครับ แต่ว่ามันลงตัวดี ชอบเหมือนกัน ” แก๊ป ทีโบนพูดถึงท่อนฮิตในเพลงจังหวะชวนเต้นอย่าง โต๋ล่งตง “เพลง และแล้ววันหนึ่ง ตรงท่อนหัวมันจะลูกทุ่งหน่อย เนื้อเพลงพูดถึงว่า ถ้าอยากทำอะไรก็ทำไปเลย รีบทำ ไม่ต้องไปสนใจใครจะว่าอะไรยังไง มันน่าจะมีความสุข และแล้ววันหนึ่ง..ก็จะดีเอง ส่วนอีกเพลงที่คนรู้จักเยอะก็ Check Your Move พูดถึงให้คนเข้ามาสำรวจการเคลื่อนไหวของตัวเขาเอง แล้วก็เต้นๆๆ ” วิน ชูจิตารมย์ นักร้องนำวงศรีราชาร็อคเกอร์เล่าถึงเพลงสนุกๆของตัวเองบ้าง อย่างไรก็ตาม เพลงก็คือเพลง จะเป็นแนวไหน ก็แตกต่างกันไปตามสายทางของมัน คนเราชอบฟังเพลงต่างกัน เพราะมีวิธีปลดปล่อยกับเพลงต่างกัน สำคัญที่สุด อยู่ตรงความรู้สึกระหว่างเรา กับเพลงที่เรารักมากกว่า “ที่ผมดนตรีชอบเรกเก้ เพราะมันเป็น Rhythm music ใช้จังหวะจะโคนเป็นสำคัญ ถ้าคนจะสนุกกับมัน ก็สนุกที่จังหวะ” นักร้องผมยาววงไคโจบราเธอร์ กล่าวด้วยน้ำเสียงเปื้อนยิ้ม “ผมชอบพวกเครื่องเป่า กับลาย Skank ครับ และก็ความสนุกของมัน” วิน ศรีราชาร็อคเกอร์อธิบายพร้อมกับทำท่าประกอบ “เพลงสกา-เร็กเก้เหมือนขนมครับ เหมือนกูลิโกะ เพราะว่ากินไปเรื่อยๆ แล้วก็แฮปปี้ไป พอหมดมันก็คือหมด เพลงพวกนี้ ถ้าไม่ชอบจริงๆ ฟังไม่จบนะ คนไม่ชอบเรกเก้เลย ไม่มีทางฟังแผ่นเรกเก้แผ่นเดียวตั้งแต่ต้นจนจบได้ สกาก็เหมือนกัน มันเป็นอีกอย่างที่ต้องชอบจริงๆ ก็เลยว่ามันเหมือนกูลิโกะ” แก๊ป ทีโบนกำลังเปรียบเทียบถึงดนตรีที่เขาผูกพัน หลากหลายความรู้สึก แต่ดนตรีก็เป็นอีกสิ่งที่ทำให้ความหลากหลายบนโลกนี้อยู่ร่วมกันได้ เหมือนเป็นภาษาที่ไม่ต้องพูดก็เข้าใจ จะต่างรสนิยม ต่างวัฒนธรรม หรือต่างจิตต่างใจ ก็คงไม่ใช่เรื่องใหญ่ แค่เรามีแนวดนตรีที่เรารักจริงๆ และเข้าใจมันก็น่าจะเพียงพอ สำหรับเรา ขอบคุณเพลงสกา ที่ทำให้วันที่มีแต่ท้องฟ้าสีสดกับทะเลสีครามนั้น กลับมาแจ่มชัดอีกครั้ง “หัวใจมากมายต่างภาษา อยู่ร่วมกันด้วยความรัก-เข้าใจ-พูดจา รับฟังเสียงมนต์รักเพลงสกา”

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

ติชม


ต้องการให้คะแนนบทความนี้่ ?

สร้างโดย :


K_Wittawat

สถานะ : ผู้ใช้ทั่วไป
อิเล็กทรอนิกส์